วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต


ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 

     ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้รวดเร็ว  มีการใช้ทรัพยากรร่วมกันโดยผ่านสายสื่อสาร  ซึ่งเราเรียกว่า  การเชื่อมต่อแบบเครือข่าย (Network) ถ้าต่อเชื่อมกันใกล้ ๆ ในพื้นที่เดียวกันเรียกว่า LAN (Local Area Network) ถ้าการเชื่อมต่อเครือข่ายทางภูมิศาสตร์ที่ใหญ่ขึ้นกว่า LAN เรียกว่า MAN (Metropolitan Area Network) ถ้าเชื่อมต่อกันไกล ๆเช่น ข้ามประเทศเรียกว่า WAN (Wide Area Network)
การดำเนินธุรกิจในยุคโลกาภิวัฒน์หรือยุคเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น  ข้อมูลต่าง  ๆ  ขององค์กรมีความสำคัญอย่างมาก  และถือเป็นหนึ่งในทรัพย์สิน
ที่มีค่าที่สุด  และถือเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด  สำหรับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน  ซึ่งผู้บริหารและองค์กรที่เล็งเห็นถึงประโยชน์  จากการใช้เครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศที่ชาญฉลาดในการสื่อสารข้อมูลต่าง  ๆ  อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น  ที่จะได้พบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน  ตลอดจนสามารถสร้างโอกาสให้กับองค์กรให้มีความได้เปรียบในเชิงธุรกิจ  ในยุคเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัฒน์ที่มีการแข่งขันกันสูง  และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
การเพิ่มขีดความสามารถและความชาญฉลาดเข้าไปในระบบเครือข่ายอย่างมากมาย  ผลที่ตามมาก็คือ  โครงสร้างพื้นฐานในการสื่อสารที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพสำหรับการสื่อสารทั้งทางด้านเสียง  ภาพและข้อมูลในระบบเครือข่าย  หรือถ้าจะพูดให้ง่ายเข้าก็อาจจะเรียกสั้น  ๆ  ได้ว่าเป็นระบบเครือข่ายสารสนเทศอัจฉริยะ  ซึ่งจะเป็นระบบสารสนเทศที่ประกอบไปด้วยความคล่องตัว 
ปลอดภัย  มีประสิทธิภาพ  และสามารถปรับแต่ง  หรือเพิ่มขยายได้โดยทุกส่วนขององค์ประกอบที่ได้กล่าวมานั้น  สามารถทำงานร่วมกันได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ  ซึ่งในเชิงธุรกิจแล้วนั้นจะมีผลกระทบโดยตรงต่อเป้าหมายขององค์กรธุรกิจ  จากการที่ระบบเครือข่ายสารสนเทศได้เข้ามาผลักดันให้องค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและย่นระยะเวาลาในการดำเนินโครงการต่าง  ๆ 
ซึ่งหมายความว่า  องค์กรนั้น  ๆ  จะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วตามสภาวะการณ์ของตลาดในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัฒน์ที่ได้ย่นย่อโลกของเราให้เล็กลงอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน
     อินเทอร์เน็ต  (Internet) 
เทคโนโลยีเครือข่ายในปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่า  เป็นแรงผลักดันในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน  และช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นด้านการทำงาน  การเล่น  และการเรียนรู้  สำหรับผู้บริหารที่มองโลกในแง่ดีสักหน่อยก็คงเห็นด้วยว่าการนำเทคโนโลยีด้านเครือข่ายและสารสนเทศมาใช้งานนั้น  สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างมาก  ไม่ว่าจะเป็นองค์กรทางภาครัฐหรือภาคเอกชน  เทคโนโลยีเครือข่ายที่มักจะนำมาใช้นั้นที่เรารู้จักกันอย่างก็คือ  “อินเทอร์เน็ต  (Internet)”
อินเทอร์เน็ต  (Internet) คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง  แต่เนื่องจากมีขนาดใหญ่  มีผู้ใช้งานหลายสิบล้านคนกระจายไปทั่วโลก  จึงมีข้อมูลมากมายมหาศาลแลกเปลี่ยนกันในเครือข่าย  สำหรับประเทศไทยนั้น  อินเทอร์เน็ตเริ่มมีบทบาทอย่างมากในช่วงปี 2530 –2535  โดยเริ่มจากการเป็นเครือข่ายในระบบคอมพิวเตอร์สถาบันการศึกษาโดยมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งเอเซีย  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า  เจ้าคุณทหารลาดกระบัง  และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เป็นสถาบันแรก  ๆ  แล้วจึงเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์เมื่อเดือนสิงหาคม  2535  จึงมีการเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์  โดยบริษัทแรกที่เปิดดำเนินการเป็นผู้บริการอินเทอร์เน็ต  ISP  คือบริษัท  KSC  คอมเมอเชียล  อินเทอร์เน็ต  หลังจากนั้นก็มีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างแพร่หลายและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว  ซึ่งขณะนี้เวิร์ลด์ไวด์เว็บ  (www.)  กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในอเมริกา  อย่างไรก็ตาม  อินเทอร์เน็ต บางครั้งก็มีการเรียกย่อเป็น  เน็ต  (Net)  หรือ  The  Net  ด้วยเช่นเดียวกัน  อีกคำหนึ่งที่หมายถึงอินเทอร์เน็ตก็คือ เว็บ (Web) และ เวิร์ลด์ไวด์เว็บ (World–Wide–Web) จริง  ๆ  แล้ว  เว็บเป็นเพียงบริการหนึ่งของอินเทอร์เน็ตเท่านั้น  แต่บริการนี้ถือว่าเป็นบริการที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด
      บริการต่าง  ๆ  ของอินเตอร์เน็ต 
WWW  (World  Wide  Web)  คือ  บริการข่าวสารผ่านทางหน้าเอกสารอินเทอร์เน็ต  (เว็บเพจ)  มีรูปแบบเหมือนกับสื่อสิ่งพิมพ์อื่น  ๆ  เช่น  นิตยสารและหนังสือ  แต่มีข้อดีที่ตัวหนังสือของเว็บเพจสามารถเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจอื่น  ๆ  ได้ทำให้การค้นหาข้อมูลทำได้โดยง่าย  และยังสามารถเผยแพร่ข้อมูลได้ทั่วโลกได้ทันทีในราคาถูก  ข้อมูลมีทั้งรูปภาพ  ข้อความ  ภาพเคลื่อนไหว  เสียง  และวีดีโด  ข้อมูลอยู่ในรูป  Interactive  Multimedia
FTP (File Transfer Protocol) คือ บริการไฟล์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต เราสามารถนำไฟล์รูปภาพ เสียง ฯลฯ ลงมาเก็บที่เครื่องของเราโดยผ่านโปรแกรมในการเชื่อมต่อหรือผ่านทางอินเตอร์เน็ตก็ได้
E–mail (electronic mail) คือ บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ มีความสามารถเหมือนกับจดหมายจริง ๆ แต่ส่งผ่านไปหรือรับทางเครือข่าย
    อินเทอร์เน็ตแทน ทำให้เร็วและประหยัดกว่าการส่งจดหมายแบบเดิม
IRC  (Internet  Relay  Chat)  เป็นแหล่งพูดคุยกันในอินเทอร์เน็ต  สามารถคุยโต้ตอบกันได้ทันที  โยการพิมพ์ข้อความ  โดยผ่านโปรแกรม 
เช่น  Pirch,  ICQ,  Qq–thai  เป็นต้น
ค้นหาข้อมูล  (Search Engine) เนื่องจากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตมีมากมายเราจึงจำเป็นต้องมีการค้นหาเพื่อให้รวดเร็วและสะดวก ประหยัดเวลาด้วย
Home – page ผู้บริหารสามารถทำ Home – page ของบุคคลหรือองค์กรธุรกิจได้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ธุรกิจให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
    การทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต  (E–Commerce) เป็นการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ต โดยการสร้าง Home–page และใส่รายละเอียดของสินค้าลงไป ถ้ามีผู้สนใจก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดและเจรจาต่อรองหรือสั่งซื้อได้เลย
ปัจจุบันการใช้อินเทอร์เน็ตแพร่หลายใช้ได้สะดวกสบายขึ้น  มีการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ  สำหรับผู้บริหารที่ใช้คอมพิวเตอร์พกพา  โน๊ตบุกส์หรือ
แลปท็อป  ก็สามารถใช้อินเทอร์เน็ตไร้สายได้ในทุกสถานที่
     ในปัจจุบันการนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้ในการดำเนินงานมากขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติธุรกิจจากการดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิมมาเป็นธุรกิจ
แบบอีบิสิเนส  (e – Business) หมายถึง การนำเทคโนโลยีมาใช้ในทุกระบวนการของการทำงานในองค์กรธุรกิจทั่วไปและการสร้างประบวนการโต้ตอบและแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
ระหว่างองค์กร เช่น การนำระบบการจัดซื้อออนไลน์ (e–Procurement) หมายถึง การจัดซื้อจัดจ้างโดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของหน่วยงานภาครัฐระดับกรมหรือระดับกระทรวง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ประโยชน์กับหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมการทำธุรกิจ
ออนไลน์ (e-Commerce) เข้ามาใช้ในการติดต่อสัมพันธ์กับเครือข่ายภายนอกองค์กร หรือแม้กระทั่งการนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาใช้งานในการสื่อสารภายในองค์กร เช่น การจัดให้มีระบบ Intranet ขึ้นในองค์กรเพื่อใช้ในการแจ้งถึงนโยบายและวิธีการปฏิบัติต่างให้กับพนักงานตลอดจนมีการพัฒนามาใช้ในการฝึกอบรม (e-learning) ภายในองค์กรซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก
      อินทราเน็ตและเอ็กซ์ทราเน็ต  (Intranet and Extranet)
เนื่องจากอินเทอร์เน็ตได้รับความสนใจและมีประโยชน์มากสำหรับองค์กรต่าง  ๆ  เพราะสามารถสื่อสารคนจำนวนมากเข้าด้วยกัน  เพื่อเผยแพร่ข้อมูลโดยเสียค่าใช้จ่ายต่ำถึงแม้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้จะต่างรุ่นต่างแบบกัน  ในอดีตองค์กรหลาย ๆ แห่งเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลในการลงทุนกับเทคโนโลยีที่สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในองค์กร  ซึ่งผลที่ได้บางครั้งก็ไม่น่าพอใจ 
ด้วยเหตุที่องค์กรต่าง  ๆ  จึงได้นำเทคโนโลยีอินทราเน็ตเข้ามาใช้  เพื่อเป็นคำตอบสำหรับการสื่อสารข้อมูลภายในองค์กร  โดยใช้เทคโนโลยี
เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต
อินทราเน็ต  (Intranet)  หมายถึง เครือข่ายเฉพาะส่วนขององค์กรหรือหน่วยงานที่นำซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์แบบอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้ อินทราเน็ตจึงเป็นเครือข่ายเพื่อระบบงานภายใน โดยมุ่งเน้นข้อมูลและสารสนเทศเพื่อบริการแก่บุคลากร โดยมีคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่เป็นอินเทอร์เน็ตซอฟต์แวร์เพื่อให้บริการข้อมูลในรูปแบบเดี่ยวกับที่ใช้งานในอินเทอร์เน็ตและขยายเครือข่ายไปทุกแผนก ให้บุคลากรสามารถเรียกค้นข้อมูลและสื่อสารถึงกันได้
ประโยชน์ของอินทราเน็ต
  1. เผยแพร่เอกสารที่ต้องการสื่อสารให้พนักงานทราบทางอินทราเน็ตโดยนำไปใส่ในเว็บ  ซึ่งพนักงานสามารถเปิดดูได้ วิธีนี้สามารถประหยัดกระดาษและลดค่าใช้จ่ายได้มาก
  2. ลดช่องว่างในการประสานงานระหว่างพนักงาน  สามารถนำข้อมูลที่ต้องการให้ทีมงานออกความคิดเห็น  รวบรวมการตอบสนองที่ได้มาประมวลผลได้ทันทีและสามารถสื่อสารความคืบหน้าของงาน  ตามงาน  และนัดเวลาประชุมได้โดย
  3. ผ่านอินทราเน็ต
  4. สามารถเชื่อมต่อระบบอินทราเน็ตกับฐานข้อมูล  พนักงานสามารถค้นหาและสอบถามข้อมูลที่ต้องการได้ในทันที
  5. ลดเวลาในการเรียนรู้  พนักงานใช้อินเทอร์เน็ตเป็นอยู่แล้วไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้  ลดค่าใช้จ่ายในการอบรม
ส่วนเอ็กทราเน็ต  เป็นระบบเครือข่ายที่เกิดจากการประยุกต์ใช้อินทราเน็ต  โดยขยายขอบเขตการใช้เครือข่ายจากภายในไปยังภายนอกองค์กร  ซึ่งในปัจจุบันธุรกิจมักมีเครือข่ายกัน  เช่น  ระหว่างผู้ขายวัตถุดิบกับองค์กร  หรือธุรกิจที่มีสามารถอยู่ห่างไกลกันคนละจังหวัด  เป็นต้น
     





ระบบเครือข่ายไร้สาย





ระบบเครือข่ายไร้สาย
ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN : WLAN) หมายถึงเทคโนโลยีที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่าง
เครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง หรือกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถสื่อสารกันได้ร่วมถึงการติดต่อ
ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่าย คอมพิวเตอร์ ด้วยเช่นกัน
โดยปราศจากการใช้สายสัญญาณในการเชื่อมต่อ แต่จะใช้คลื่นวิทยุเป็นช่องทางการสื่อ
สารแทน การรับส่งข้อมูลระหว่างกันจะผ่านอากาศ ทำให้ไม่ต้องเดินสายสัญญาณ

ระบบเครือข่ายไร้สายใช้แม่เหล็กไฟฟ้าผ่านอากาศ เพื่อรับส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่าย โดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้อาจเป็นคลื่นวิทย (Radio) หรืออินฟาเรด (Infrared) ก็ได้ 
การสื่อสารผ่านเครือข่ายไร้สายมีมาตราฐาน IEEE802.11 เป็นมาตราฐานกำหนดรูปแบบการสื่อสาร ซึ่งมาตราฐานแต่ละตัวจะบอกถึงความเร็วและคลื่นความถี่สัญญาณที่แตกต่างกันในการสื่อสารข้อมูล เช่น 802.11b และ 802.11g ที่ความเร็ว 11 Mbps และ 54 Mbps ตามลำดับ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมศึกษาได้จาก มาตราฐาน IEEE802.11 และขอบเขตของสัญญาณคลอบคุลพื้นที่ประมาณ 100 เมตร ในพื้นที่โปรง และประมาณ 30 เมตร ในอาคาร ซึ่งระยะทางของสัญญาณมีผลกระทบจากสิ่งรอบข้างหลายๆ อย่าง เช่น โทรศัพท์มือถือ ความหนาของกำแพง เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ รวมถึงร่างกายมนุษย์ด้วยเช่นกัน สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อการใช้งานเครือข่ายไร้สายทั้งสิ้น 
การเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายมี 2 รูปแบบ คือแบบ Ad-Hoc และ Infrastructure รายละเอียดเพิ่มเติมศึกษาได้จาก รูปแบบเครือข่ายไร้สาย การใช้งานเครือข่ายไร้สายของผู้ใช้บริการทั่วไปจะเป็นแบบ Infrastructure คือมีอุปกรณ์กระจายสัญญาณ (Access Point) ของผู้ให้บริการเป็นผู้ติดตั้งและกระจายสัญญาณ ให้ผู้ใช้ทำการเชื่อมต่อ โดยผู้ใช้บริการจะต้องมีอุปกรณ์รับส่งสัญญาณขอเรียกว่า "การ์ดแลนไร้สาย" เป็นอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ ทำหน้าที่รับส่งสัญญาณจากเครื่องคอมพิวเตอร์ผู้ใช้ไป Access Point ของผู้ให้บริการ

รูปแบบเครือข่ายไร้สาย 
การเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายมี 2 รูปแบบ คือแบบ Ad-Hoc และ Infrastructure ทั้งสองรูปแบบมีการทำงานดังต่อไปนี้
               1. การเชื่อมต่อแบบกลุ่มส่วนตัว(Ad-Hoc)
การเชื่อมต่อแบบ Ad-Hoc เป็นการเชื่อมต่อที่ประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปที่ติดตั้งการ์ดแลนไร้สาย (หรือ Centrino Notebook) ทำการเชื่อมต่อสื่อสารกันโดยตรงไม่ต้องผ่านอุปกรณ์กระจายสัญญาณ (Access Point) โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อแบบนี้สามารถสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลได้เช่น แชร์ไฟล์ เครื่องพิมพ์หรืออุปกรณ์ต่างๆ การสนทนาแบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ และเล่นเกมส์แบบวงแลนได้ ซึ่งช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมต่อกันได้โดยไม่ต้องมีสายสัญญาณ แต่การเชื่อมต่อแบบ Ad-Hoc จะไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับเครือข่ายมีสายสัญญาณได้ นอกจากจะทำการติดตั้งอุปกรณ์ Acces Point เพื่อให้ Access Point ทำการเชื่อมต่อและส่งข้อมูลไปเครือข่ายมีสายแทน
 2. การเชื่อต่อแบบกลุ่มโครงสร้าง (Infrastructure)
การเชื่อมต่อแบบ Infrastructure เป็นการเชื่อมต่อที่มีอุปกรณ์กระจายสัญญาญ (Access Point) เป็นตัวกลาง (ดังภาพด้านประกอบ) ทำหน้าที่รับส่งสัญญาณและข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไร้สายของเครือข่ายไร้สายไปสู่เครือข่ายมีสาย หากสังเกตุจะพบว่า Access Point มีการทำงานเหมือนอุปกรณ์ฮับ (HUB) ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบมีสาย และที่สำคัญหากมีการเข้าใช้งานเครือข่ายไร้สายของเครื่องลูกข่ายในจำนวนมากต่อหนึ่ง Access Point จะมีผลทำให้ความเร็วของการสื่อสารเครือข่ายไร้สายช้าลงด้วยเช่นกัน 
ปัจจุบันเครือข่ายไร้สายแบบ Infrastructure ได้รับความนิยมสูง และเป็นเครือข่ายที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งทางด้านความ
ความปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนข้อมูล เครือข่ายไร้สายช่วยให้เกิดความสะดวกมากขึ้นเพราะไม่ต้องเดินสายสัญญาณสำหรับเครื่องลูก
เปลี่ยน เคลื่อนย้าย ขยายขนาดของเครือข่ายไร้สายได้ตลอดเวลา ด้วยความสะดวกสบายของเครือข่ายไร้สายทำให้เครือข่ายไร้สายได้รับการ
ยอมรับจากผู้ใช้มากขึ้นและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน
มาตรฐานเครือข่ายไร้สาย IEEE 802.11
IEEE 802.11f
มาตรฐานนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม IAPP (Inter Access Point Protocol) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ออกแบบมา
ที่ออกแบบมาสำหรับจัดการกับผู้ใช้งานที่เคลื่อนที่ข้ามเขตการให้บริการของ
Access Point ตัวหนึ่งไปยัง Access Point เพื่อให้บริการในแบบโรมมิงสัญญาณระหว่างกัน
มาตรฐาน IEEE 802.11k มาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานที่ใช้จัดการการทำงานของระบบเครือข่ายไร้สาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดการการใช้งานคลื่นวิทยุให้มีประสิทธิภาพโดยมีฟังก์ชันการเลือกช่องสัญญาณ
การโรงมิงและการควบคุมกำลังส่งการร้องขอและปรับแต่งค่าให้เหมาะสม

มาตรฐาน IEEE 802.11n มาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานของผลิตภัณฑ์เครือข่ายไร้สายที่คาดหมายว่าจะเข้ามาแทนที่มาตรฐาน IEEE 802.11a มาตรฐาน IEEE 802.11b และมาตรฐาน IEEE 802.11g ที่ใช้งานกันในปัจจุบันโดยให้อัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลในระดับ 100 เมกะบิตต่อวินาที
อุปกรณ์ที่เป็นองค์ประกอบของระบบเครือข่ายไร้สาย
1. PCI Cardเป็นการ์ดที่ไว้ใช้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพีซี ซึ่งไม่ได้รองรับ
การทำงานระบบเครือข่ายไร้สายให้สามารถใช้งานร่วมกับระบบไร้สายได้
2. PCMCIA Card ทำหน้าที่เหมือนกับ PCI Card แต่ PCMCIA Cardเป็นการ์ด
ที่ใช้งานสำหรับครื่องคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊กที่ไม่สามารถใช้งานระบบเครือข่าย
ไร้สายได้
3. USB Adapter เป็นการ์ดที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์
แบบพีซีและแบบโน้ตบุ๊กทำหน้าที่ เหมือนกับ PCI Card และ PCMCIA Card
4. Wireless Signal Booter เป็นอุปกรณ์เครือข่ายไร้สายที่ใช้เพิ่มระยะทาง
และประสิทธิภาพการทำงานของ Access Point โดยการเพิ่มกำลังส่งของ
สัญญาณเพื่อให้ได้รัศมีการใช้งานที่มากขึ้น
5. Wireless Bridge เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาสำหรับใช้เชื่อมต่อเครือข่าย 2
เครือข่ายให้สื่อสารกันได้ซึ่งมีทั้งแบบติดตั้งภายนอก ซึ่งใช้เชื่อมต่อเครือข่าย
ระหว่างอาคารและแบบที่ติดตั้งภายในอาคาร
8.Wireless PrintServer เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องพิมพ์
เพื่อให้มีความสามารถในแบบไร้สายซึ่งมีทั้งรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับใช้งาน
กับเครื่องพิมพ์ที่มีพอร์ต Parallel พอร์ต USB หรือทั้งสองพอร์ตร่วมกัน
9.PoE (Power over Ethernet) Adapter เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมา สำหรับแก้ไข
ข้อยุ่งยากในการเดินสายไฟฟ้าเพื่อใช้งานกับอุปกรณ์ไร้สายโดยใช้วิธีการจ่ายไฟ
ผ่านสายนำสัญญาณ UTP ที่ยังมีคู่สายที่ยังไม่ถูกนำมาใช้งานมาทำหน้าที่แทน
ประโยชน์เครือข่ายไร้สาย
- มหาวิทยาลัยสามารถใช้เครือข่ายไร้สายโดยนักศึกษาสามารถเข้าถึงบทเรียน Online ต่างๆ ได้ สามารถ สืบค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต จากจุดใดจุดหนึ่งของสถาบันได้ และนักศึกษาไม่จำเป็นต้องรอเข้าใช้ห้องบริการคอมพิวเตอร์ ของสถาบัน สามารถใช้จากจุดใดก็ได้ที่สัญญาณเครือข่ายไร้สาย ไปถึงช่วยให้นักศึกษาสามารถใช้งานได้สะดวก และรวดเร็วมากขึ้น
- ผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายลดค่าใช้จ่ายในการเดินสายสัญญาณให้เข้าถึงจุดบริการต่างๆ มากขึ้น และสามารถให้บริการในจุดบริการ ที่สายสัญญาณไม่สามารถเข้าถึงได้เช่นกัน
- ผู้บริหารจัดการระบบเครือข่าย สามารถเผ้าตรวจสอบระบบ และปรับเปลี่ยนแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับระบบเครือข่ายจากจุดก็ได้ ทำให้สะดวก และรวดเร็วต่อการจัดการมากขึ้น
ข้อดีของการใช้งานระบบเครือข่ายไร้สาย
1. ความยืดหยุ่นในการใช้งาน (Installation flexibility) ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาหรือโน้ตบุ๊ค กันเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊คมีขนาดเล็กลงจนสามารถนำติดตัวไปใช้ที่ต่าง ๆ ได้ แต่การนำคอมพิวเตอร์ แบบโน้ตบุ๊คต่อกับเน็ตเวิร์คมีสาย ทำได้ไม่สะดวก แต่สำหรับเน็ตเวิร์คไร้สายจะประกอบด้วย การ์ดไคลแอนต์ซึ่งเป็นแผงวงจร
ขนาดเล็กที่ต่อเข้ากับโน้ตบุ๊คเท่านั้นและส่วนที่เป็น Access Point ซึ่งเป็นจุด เชื่อมต่อที่นำไปวางไว้ที่ใดก็ได้หรือจะติดยึดกับฝาผนัง ฝ้า เพดาน 
2. ความคล่องตัว (Mobility improves productivity and service) ในบางครั้งการเคลื่อนย้ายของผู้ใช้อาจไม่เฉพาะเจาะจง
อยู่ในที่ทำงานอย่างเดียว อาจครอบคลุมไปยังที่ต่าง ๆ เช่น เจ้าหน้าที่ ห้องสมุดสามารถสำรวจทรัยากรสารนิเทศภายในห้องสมุด
แบบระบบออนไลน์ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊คกับเครื่องอ่านบาร์โค้ด ส่วนผู้ใช้ห้องสมุดสามารถย้ายจากที่นั่งได้โดย
สัญญาณเครือข่ายจะไม่หยุดชะงัก เป็นต้น
3. การขยายเครือข่าย (Scalability) ระบบเครือข่ายแบบไร้สายทำให้เครือข่ายขององค์กรสามารถปรับขนาดและความ
เหมาะสมได้ง่ายไม่ยุ่งยากในเรื่องการเดินสายสื่อสารซึ่งมีปัญหาในเรื่องสถานที่ การปรับปรุงสถานที่เพื่อเดินสายสัญญาณเป็นเรื่อง
ไม่พึงปรารถนา
4. การติดตั้งง่ายและรวดเร็ว(Installation speed and simplicity) ระบบเครือข่ายไร้สายสามารถครอบคลุมพื้นที่เล็ก ๆ โดยมี
การเชื่อมโยงระหว่างอาคารได้ด้วยระบบแบบจุดไปจุด ทำให้ดำเนินการได้เร็วและสะดวกต่อการติดตั้งเพราะไม่ต้องเดินสายไฟ
สายเคเบิลหรือสายสื่อสารข้อมูล

ระบบเครือข่าย Wan


ระบบเครือข่าย WAN
มาตรฐานเครือข่าย WAN - X.25
X.25เป็นโปรโตคอลมาตรฐานของเครือข่ายแบบเก่า ได้รับการออกแบบโดย CCITT ประมาณปี ค.ศ.1970 เพื่อใช้เป็นส่วนติดต่อระหว่างระบบเครือข่ายสาธารณะแบบแพ็กเก็ตสวิตช์ (Packet Switching) กับผุ้ใช้ระบบ X.25 เป็นการสื่อสารแบบต่อเนื่อง (Connection-Oriented) ที่สนับสนุนการเชื่อมต่อวงจรสื่อสารแบบ Switched Virtual Circuit (SVC) และ Permanent Virtual Circuit (PVC)
มาตรฐานเครือข่าย WAN - Frame Relay
Frame Relay
เฟรมรีเลย์ เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อจาก X.25 อีกทีหนึ่งในการส่งข้อมูล เฟรมรีเลย์จะมีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่จุดปลายทาง ทำงานแบบ Packet Switching
มาตรฐานเครือข่าย WAN - ATM
Frame Relay
(Asynchronous Transfer Mode) เป็นระบบเครือข่ายความเร็วสูง ปัจจุบันระบบองค์กรใหญ่ๆ นิยมใช้อย่างแพร่หลายในวงอุตสาหกรรมการสื่อสาร โดยระบบ ATM จะมีการส่งข้อมูลจำนวนน้อยๆ ที่มีขนาดคงที่เรียกว่า เซลล์ (Cell)
มาตรฐาน OSI
องค์กรมาตรฐานสากล ISO (International Organization for Standardization) ได้ทำการศึกษาและหาแนวทางในการกำหนดมาตรฐานของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในระบบเครือข่าย โดยตั้งชื่อมาตรฐานด้านเครือข่ายว่า OSI (Open System Interconnection) เพื่อให้เครือข่ายที่ถูกสร้างจากบริษัทที่แตกต่างกัน สามารถเชื่อมโยงและสื่อสารถึงกันได้อย่างไม่มีปัญหา โดยการแบ่งตามโครงสร้างลักษณะการส่งผ่านข้อมูลออกเป็นชั้นๆ ทั้งหมดได้ 7 ชั้น (Layer)
1. ระดับกายภาพ (Physical Layer) เป็นระดับต่ำสุด จะมองในแง่ของสัญญาณไฟฟ้าที่ส่งข้อมูลระหว่างกัน รวมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อจริงๆ อุปกรณ์ระดับนี้เช่น สาย UTP, Hub, Repeater
2. ระดับเชื่อมโยงข้อมูล (Data Link Layer) เป็นระดับที่ใช้รับส่งข้อมูลผ่านตัวกลาง (Media) และจัดรูปแบบของเฟรม (Frame) เพื่อเชื่อมต่อกับระดับที่ 3 ระดับเชื่อมข้อมูลยังแบ่งออกเป็นสองชั้นย่อยคือ Logical Link Control (LLC) และ Media Access Control (MAC) อุปกรณ์ที่ทำงานในชั้นนี้ เช่น Bridge, Switch
3. ระดับเครือข่าย (Network Layer) เป็นระดับที่มองข้อมูลที่แพ็กเกจ (Package) โดยที่แพ็กเกจอาจจะใหญ่หรือเล็ก จะเป็นข้อมูลที่ถูกซอยย่อยให้ส่งไปในเครือข่าย ซึ่งข้อมูลบางส่วนในแพ็กเกจ ใช้เป็นตัวช่วยบอกเส้นทางที่แพ็กเกจนั้นเดินทางไป อุปกรณ์ที่ทำงานในชั้นนี้ เช่น Router, Switch Layer3
4. ระดับขนถ่าย (Transport Layer) เป็นระดับที่ใช้ในการควบคุมความผิดพลาดในการรับ-ส่งข้อมูลจากต้นทางไปปลายทาง
5. ระดับเปิด-ปิด (Session Layer) เป็นระดับที่ใช้กำหนดวิธีการควบคุมการเชื่อมต่อระหว่างผู้รับช้อมูลและผู้ส่งข้อมูล ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดการสื่อสาร
6. ระดับปรับข้อมูล (Presentation Layer) เป็นระดับที่ดูแลเกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างแอพลิเคชั่นของคอมพิวเตอร์เครื่องต่างๆ ในเครือข่าย
7. ระดับประยุกต์ (Application Layer) เป็นระดับที่จัดการเกี่ยวกับแอพลิเคชั่น เช่น การเข้าถึงฐานข้อมูล หรือการรับ-ส่งอีเมล์
มาตรฐาน OSI เป็นมาตรฐานที่ถูกองในทางอุดมคติมากกว่า ส่วนมากทำให้เราทราบว่า อุปกรณ์แต่ละตัวทำงานอยู่ในชั้นใด ทำให้มทองภาพเครือข่ายกว้างๆ ได้

http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/tech04/20/wired/5/osi-peer-to-peer.gif
TCP/IP Model
ชั้นที่ 1 Network Interface Layer เป็นชั้นที่กำหนดคุณลักษณะของตัวกลางที่ใช้ส่งผ่านข้อมูล อัตราการส่งข้อมูลทางกายภาพ การเข้ารหัสสัญญาณ ไปจนถึงการแปลข้อมูลจากสัญญาณไฟฟ้ามาเป็นสัญญาณคอมพิวเตอร์ โปรโตคอลระดับนี้ เช่น Ethernet, Fast Ethernet, Token-Ring, FDDI เทียบได้กับมาตรฐาน OSI Model ชั้น Physical Layer กับ data Link Layer สองชั้นรวมกัน
ชั้นที่ 2 Internet Layer ทำหน้าที่ในการค้นหาเส้นทาง ส่งข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง อาจผ่านหนึ่งเครือข่ายหรือมากกว่า ที่ต่อเชื่อมกันโดยใช้เร้าเตอร์ โปรโตคอลในระดับนี้ได้แก่ IP, ICMP, IGMP
ชั้นที่ 3 transport Layer หรือ Host-to-Host ทำหน้าที่จัดบริการส่งข้อมูลระหว่างต้นทางกับปลายทาง โปรโตคอลที่ทำงานในชั้นนี้คือ TCP และ UDP
ชั้นที่ 4 Application Layer เป็นชั้นที่ประยุกต์ใช้งานจริงทำหน้าที่จัดเตรียมการติดต่อระหว่าง Process หรือ Application ที่อยู่บนโฮสต์ไกลกัน เช่น FTP, SMTP, TelNet, DNS

ระบบเครือข่ายแบบ Lan



ระบบเครือข่ายแบบ LAN 
         
          ชนิดการเชื่อมต่อของเครือข่าย LAN
        การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายเฉพาะบริเวณแลนนั้น จุดประสงค์หลักอย่างหนึ่งก็คือการแบ่งกันใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ โดย  ทรัพยากรเหล่านั้นอาจเป็นหน่วยประมวลผลกลาง CPU ความเร็วสูง ฮาร์ดดิสก์ เครื่องพิมพ์ หรือแม้แต่อุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้      จะเชื่อมอยู่กับคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง วิธีการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อจัดสรรการใช้งานทรัพยากรในระบบเครือข่ายสามารถ    จำแนกได้เป็น 2 รูปแบบคือ
                เครือข่ายแบบพึ่งเครื่องบริการ (Server - based networking)
        เป็นการเชื่อมต่อโดยมีเครื่องบริการอยู่ศูนย์กลาง ทำหน้าที่ในการให้บริการต่าง ๆ ที่เครื่องผู้ใช้หรือสถานีงาน (Workstation) ร้องขอ  
รวมทั้งเป็นผู้จัดการดูแลการจราจรในระบบเครือข่ายทั้งหมด นั่นคือการติดต่อกันระหว่างเครื่องต่าง ๆ จะต้องผ่านเครื่องเซิร์ฟเวอร์ เครื่องผู้ใช้
จะทำการประมวลผลในงานของตนเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ในการให้บริการกับเครื่องอื่น ๆ ในระบบ เครื่องผู้บริการในระบบเครือข่ายชนิดนี้อาจมีได้
 2 รูปแบบคือ
               เครื่องบริการแบบอุทิศ (Dedicated Server) .
          หมายถึงเครื่องบริการทำหน้าที่บริการอย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ในงานทั่ว ๆไปได้ ข้อดีคือทำให้ระบบมีเสถียรภาพและมี -
ประสิทธิภาพสูง ข้อเสียคือไม่สามารถใช้งานเครื่องที่มีราคาสูงได้
               เครื่องบริการแบบไม่อุทิศ (Non - Dedicated Server)
        หมายถึงเครื่องบริการยังสามารถใช้งานได้ตามปกติเหมือนเครื่องลูกข่าย ซึ่งมีข้อเสียที่สำคัญคือมีประสิทธิภาพของเครือข่ายจะลดลง ทำให้วิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมในการใช้งาน
               เครือข่ายแบบเท่าเทียม (Peer - to Peer networking)
       เป็นการเชื่อมต่อที่เครื่องทุกเครื่องในระบบเครือข่ายมีสถานะเท่าเทียมกันหมด โดยเครื่องทุกเครื่องสามารถเป็นได้ทั้งเครื่องผู้ใช้และเครื่องบริการในขณะใดขณะหนึ่ง นั่นคือเครื่องทุกเครื่องเปรียบเสมือนกับเป็นเครื่องบริการแบบไม่อุทิศ (Non - Dedicated Server) นั่นเอง ในระบบเครือข่ายประเภทนี้การติดต่อระหว่างแต่ละเครื่องจะสามารถติดต่อกันได้โดยตรง มีข้อเสียคือประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลด้อยกว่าแบบแรก ทำให้ไม่เหมาะกับระบบที่มีการใช้งานการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายมาก ๆ
              

Network

Advantages

Disadvantages
Server - Based
  • มีประสิทธิภาพสูงกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นแบบ Dedicates Server
  • การดูแลระบบสามารถทำได้ง่ายกว่า

  • เสียค่าใช้จ่ายสูงสำหรับเครื่อง server โดยเฉพาะอย่างยิ่งหารเป็นแบบ Dedicates Server ซึ่งไม่สามารถนำไปใช้งานอย่างอื่นได้
  • ไม่สามารถใช้งานทรัพยากรที่เชื่อมอยู่กับ Workstation ได้
  • ถ้า Server เสียระบบจะหยุดหมด
Peer - to - Peer
  • สามารถใช้งานทรัพยากรซึ่งเชื่อมอยู่กับเครื่องใด ๆ ในเครือข่าย
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Server
  • สามารถกระจายโปรแกรมประยุกต์ไปไว้ยังเครื่องต่าง ๆ เพื่อลดการจราจรในเครือข่ายได้

  • การดูแลระบบทำได้ยาก เนื่องจากทรัพยากระกระจัดกระจายกันไปในเครื่องต่าง ๆ
  • มีประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าแบบ Server - based มาก
  • เครื่องทุกเครื่องต้องมีหน่วยความจำและประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่อง ในแบบ Server - based
เปรียบเทียบการเชื่อมต่อแบบ Server - based เทียบกับ Peer - to Peer

         ส่วนประกอบพื้นฐานของระบบ LAN
    Network Operating System (NOS)
   ระบบปฏิบัติการเครือข่าย (Network Operating System) มีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของเครือข่าย เช่นเดียวกับการที่ระบบปฏิบัติการ (Operating System) ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเอง ซึ่งในเครือข่ายแบบ Peer - to - Pear เช่น Windows for Workggroups จะมีระบบปฏิบัติการเครือข่ายอยู่ในเครื่องทุกเครื่องของเครือข่ายในขณะที่ในเครือข่ายแบบ Serverbased เช่น netware หรือ Window NT นั้น ระบบปฏิบัติการเครือข่ายจะอยู่ที่เครื่อง Server ในขณะที่ workstation จะใช้ซอร์ฟแวร์ขนาดเล็กอีกตัวในการติดต่อรับ - ส่งข้อมูลกับ Server
          
    เครื่องบริการและสถานีงาน (Server and Workstation)
    ก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประกอบกันเป็นเครือข่ายนั้นเอง โดยเครื่องบริการจะเป็นเครื่องหลักที่มีหน้าที่ให้บริการต่าง ๆ แก่สถานีงานหรือโหนด ซึ่งบริการหลัก ๆ ก็คือบริการแฟ้มข้อมูล บริการเครื่องพิมพ์ บริการแฟกซ์ บริการฐานข้อมูล เป็นต้น ส่วน นั้นก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้ใช้ในการติดต่อเข้าเครือข่ายนั้นเอง
    แผงวงจรเชื่อมต่อเครือข่าย (Netwoirk Interface Card - NIC)
    จะเป็นอุปกรณ์ที่เป็นแผงวงจรสำหรับเสียบเข้าช่องต่อขยาย (expansion bus) ของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถต่อสายของเครือข่ายเข้ามาและทำการติดต่อส่งข้อมูลกับเครือข่ายได้
    ระบบการเดินสาย (Cabling System)
    ระบบการเดินสายจะเป็นสื่อที่เชื่อมคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยสายต่าง ๆ คือ UTP/STP , Coaxial , Fiber Optic หรือแม้แต่การเชื่อมกันแบบไร้สาย เช่น Infared หรือสัญญาณวิทยุก็ได้
     ทรัพยากรและอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกัน (Shared Resources and   Peripherals)
จะรวมถึงอุปกรณ์หน่วยความจำถาวร เช่น อาร์ดดิสก์ หรือเทปที่ต่ออยู่กับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ตลอดจนเครื่องพิมพ์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งผู้ใช้ในเครือข่ายที่ได้รับอนุญาตสามารถใช้งานได้


  

วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2556

แนะนำตัวเอง


ประวัติย่อๆ จ้า
     ชื่อ   น.ส.ฐิติพร  ศิลานิล 
     ชื่อเล่นๆ  นู๋พรีมมี่
     กำลังศึกษาอยู่ที่  วิทยาลัยเทคโนโลยี พัฒนบริหารธุรกิจ  ปวช. 3   เลขที่  17
     ลืมตาครั้งแรกเมื่อวันที่  30  สิงหาคม  2538
     ปัจจุบัน  อายุ  18 
     อาศัยเขาอยู่ที่  35/374  ซ. มายเฮาส์  ต. บ้านโป่ง  อ. บ้านโป่ง  จ. ราชบุรี  70110
     งานอดิเร๊กอดิเรก  ดูหนัง  ฟังเพลง  Zzzz.....
     อาหารที่ชอบ  ก๋วยเตี๋ยว  ข้าวผัดกะเพราหมูกรอบ
     สีที่ชอบ  ชมพู  ฟ้า 
     สัตว์ที่รัก  สุนัข  แมว  กระรอก ฯ
     ตุ๊กตาที่ชอบฝุดฝุด  Hello Kitty
     คติ  ความพยามครั้งที่ 100 ดีกว่าคิดท้อถอยก่อนที่จะทำ ;)